ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ แนะ ไวรัสโคโรนา หยุดได้ด้วยมาตรการที่จริงจัง

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ แนะ ไวรัสโคโรนา หยุดได้ด้วยมาตรการที่จริงจัง 

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่ “ไวรัสโคโรนา” กลายเป็นภัยคุกคามมนุษยชาติ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้นำมาตรการมากมายมาใช้รับมือกับโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ โดยจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน เป็นกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด จนสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ในที่สุด

The New York Times ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับการต่อสู้กับโรคระบาด ซึ่งส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าต้องมีการนำมาตรการที่เด็ดขาดมาใช้ทันที มาตรการโดยสรุปมีดังนี้

ต้องฟังนักวิทยาศาสตร์
โดยปกติ ทำเนียบขาวจะจัดการแถลงข่าวเกี่ยวกับการบริหารงานเพื่อรับมือกับโรคระบาดใหญ่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็จะมีประธานาธิบดีทรัมป์ หรือรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ หรือเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนกันมา แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า “นักการเมืองจะต้องปล่อยให้นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้นำในการรับมือกับไวรัส และอธิบายให้ชาวอเมริกันรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร”

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ควรยืนอยู่หลังไมโครโฟนและอธิบายถึงแนวคิดที่ซับซ้อน อย่างกราฟการระบาด การเพิ่มระยะห่างทางสังคม และการใช้ยานอกข้อบ่งใช้ รวมทั้งอธิบายถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นและทางออกที่เป็นไปได้ เพื่อชนะใจและสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ การแถลงข่าวเรื่องสำคัญไม่ควรจะใช้อารมณ์ แต่ต้องเน้นเรื่องการรักษาชีวิตและสร้างความเชื่อมั่นว่าคนหาเช้ากินค่ำจะสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่การอยู่รอดของตลาดหุ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหรือสุขภาพของประธานาธิบดี

หยุดการระบาดระหว่างเมือง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งที่สำคัญลำดับต่อมา คือการเพิ่มระยะห่างทางสังคมอย่างจริงจัง นักระบาดวิทยากล่าวว่า หากชาวอเมริกันอยู่กับที่เป็นเวลา 14 วัน และนั่งห่างกัน 6 ฟุต โรคระบาดทั้งหมดจะหยุดแพร่กระจายทันที และหากมีการตรวจหาเชื้อที่เพียงพอสำหรับทุกคน แม้กระทั่งกลุ่มที่ไม่แสดงอาการ ก็จะสามารถพบผู้ป่วยและกักตัวได้ แล้ววิกฤตก็จะสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีชุดตรวจถึง 300 ล้านชิ้น แต่เป้าหมายในการปิดเมืองและเพิ่มระยะห่างทางสังคม ก็เทียบเท่ากับการเสกให้คนอยู่กับที่แล้ว ดังนั้น การเดินทางและการติดต่อระหว่างผู้คนต้องลดน้อยลง ซึ่งก็ตรงกับความเห็นของ ดร.แอนโธนี เอส ฟอซี หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านการแพทย์ในทีมเฉพาะกิจรับมือไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว ที่สนับสนุนมาตรการจำกัดการเคลื่อนที่ของประชาชนทั่วประเทศ

ประสิทธิภาพของการจำกัดการเคลื่อนที่ของประชาชน เห็นได้ชัดจากกรณีของจีน ที่ตัดสินใจปิดเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยจำกัดการเคลื่อนที่ของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ขณะที่ประเทศยังมีผู้ป่วยเพียง 500 ราย และมีผู้เสียชีวิต 17 ราย การดำเนินมาตรการที่รวดเร็ว ส่งผลกระทบสำคัญคือ เมื่อไวรัสถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในมณฑลเดียว ประเทศจีนที่เหลือก็สามารถช่วยเหลืออู่ฮั่นได้ โดยการส่งบุคลากรทางการแพทย์ 40,000 คน ไปยังอู่ฮั่น เพิ่มกำลังการทำงานถึง 2 เท่า

หยุดการระบาดในเมือง
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในเมืองจะมีจุดที่อันตรายอยู่ เช่น ร้านอาหาร ยิม โรงพยาบาล แท็กซี่ ซึ่งอาจจะมีเชื้อปนเปื้อนมากกว่าพื้นที่ที่คล้ายกันอื่นๆ หากมีใครสักคนจามขึ้นมา ดังนั้น ยิ่งหยุดการติดต่อของผู้คนได้ช้าเท่าไร ก็ยิ่งสร้างจุดอันตราย จึงต้องมีการจำกัดกิจกรรมในที่ชุมชน ยกเว้นการส่งอาหารและยา

เช่นเดียวกับมาตรการในจีนและอิตาลี ที่ผู้ที่กักตัวต้องปรับตัว ในอู่ฮั่น อพาร์ตเมนต์ต่างๆ จะตั้งกลุ่มสำหรับสั่งอาหาร ซื้อยาและผ้าอ้อม รวมทั้งของใช้จำเป็นอื่นๆ งดการรวมตัวกันของพนักงานส่งของในคลังสินค้า ขณะที่ ผู้ที่ติดเชื้อในเกาหลีใต้ต้องถูกกักตัวในที่พักของรัฐบาล โทรศัพท์และบัตรเครดิตจะถูกตรวจสอบเพื่อเช็คว่าคนผู้นั้นไปที่ไหนมาบ้างก่อนที่จะป่วย และจะมีการเปิดเผยสถานที่ที่ผู้ป่วยเคยไปทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ทุกคนหลีกเลี่ยงสถานที่นั้นๆ และสำหรับผู้ที่ต้องกักตัว หากจีพีเอสแสดงว่าคนผู้นั้นออกนอกบ้าน จะถูกปรับ 8,000 เหรียญสหรัฐ

แก้ปัญหาเรื่องการตรวจหาเชื้อไวรัส
การตรวจจะต้องดำเนินการอย่างปลอดภัยและได้รับความร่วมมือ ผู้ที่ป่วยหนักต้องได้รับการตรวจก่อน และผู้ตรวจต้องได้รับการป้องกัน โดยผู้เชี่ยวชาญได้ยกตัวอย่างการปฏิบัติงานในประเทศจีน ที่ผู้ที่ต้องการเข้ารับการตรวจต้องอธิบายอาการผ่านเว็บไซต์แพทย์ทางไกล หากพยาบาลตัดสินว่าควรได้รับการตรวจ พวกเขาจะถูกส่งตัวไปยัง “คลินิกไข้” ที่จัดตั้งขึ้นสำหรับผู้ป่วยทุกคน ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณโรคปอดอักเสบ และหากต้องตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนา ก็ต้องรอที่ศูนย์ตรวจต่อไป ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต้องป้องกันร่างกายอย่างเข้มงวดเช่นกัน

แยกตัวผู้ติดเชื้อ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าต้องแยกตัวผู้ป่วยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสหรัฐฯ ต้องพัฒนาทางเลือกในการแยกตัวผู้ติดเชื้อในบ้าน หากมีความเสี่ยงต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เช่น จัดตั้งสถานที่สำหรับให้ผู้ที่ไม่ป่วยหนักสามารถพักฟื้นในความดูแลของแพทย์และพยาบาล เช่นเดียวกับที่อู่ฮั่น ซึ่งก็มีศูนย์ที่เรียกว่า “โรงพยาบาลชั่วคราว” ที่มีลักษณะเหมือนหอพักผสมคลินิกปฐมพยาบาล มีเตียงและถังออกซิเจน แต่ไม่ได้มีเครื่องมือที่ใช้ในห้องไอซียู

ดร.บรูซ เอลเวิร์ด หัวหน้าหน่วยสังเกตการณ์ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ในจีน ผู้คนจะไม่ออกจากบ้านหรือออกไปเยี่ยมลูกที่เดินทางไปกักตัว โดยไม่มีสิทธิเข้าเยี่ยม เพราะรู้ว่าจะช่วยให้ครอบครัวปลอดภัย แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากลำบากในทางจิตใจ แต่พวกเขาก็ช่วยเหลือกัน เพราะถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ค้นหาอาการไข้
เนื่องจากจีน ไต้หวัน และเวียดนาม เคยได้รับผลกระทบจากโรคซาร์ส ในปี 2003 และเกาหลีใต้เคยประสบกับสถานการณ์โรคเมอร์ส ดังนั้นจึงมีการวัดไข้ในช่วงที่มีโรคระบาดอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ ในเมืองส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย ก็จะมีการวัดอุณหภูมิก่อนขึ้นรถโดยสาร รถไฟ หรือรถไฟใต้ดิน อาคารสำนักงาน โรงละคร หรือแม้แต่ร้านอาหาร รวมทั้งล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

ส่วนในประเทศจีน บางเมืองมีการนำเสนอภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคาะประตูบ้านเพื่อวัดไข้ หากประชาชนไม่ยอม ก็จะถูกควบคุมตัว เมืองหนิงโปเสนอเงินรางวัลให้ใครก็ตามที่เปิดเผยตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา จำนวน 1,400 เหรียญสหรัฐ
มาตรการบางอย่างอาจจะยากสำหรับชาวอเมริกัน เช่น การยอมให้สมาชิกในครอบครัวถูกควบคุมตัวไปยังวอร์ดห้ามเยี่ยม โดย ดร.ลูเซียนา บอริโอ ผู้อำนวยการฝ่ายการเตรียมพร้อมด้านการแพทย์และความมั่นคงด้านชีวภาพ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council) กล่าวว่า “หลายคนถูกละเมิดสิทธิ” เพราะฉะนั้น วิธีการสมัครใจ เช่น การอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการรักษาชีวิตของครอบครัวและเพื่อน น่าจะได้ผลในประเทศตะวันตก

แกะรอยการติดต่อ
การตามหาและตรวจเช็คผู้ที่ติดต่อกับผู้ป่วยที่มีผลตรวจเป็นบวก ถือเป็นสิ่งจำเป็น ทว่าขณะนี้ หน่วยงานด้านสุขภาพของเมืองต่างๆ ไม่มีกำลังคนในการแกะรอยโรค แม้กระทั่งซิฟิลิสหรือวัณโรค ไม่ต้องพูดถึงคนที่เคยติดต่อกับผู้ป่วยไวรัสโคโรนา ดังนั้น ดร.บอริโอจึงแนะนำให้วัยรุ่นอเมริกันใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อตามรอยการติดเชื้อ ซึ่งโซเชียลมีเดียก็ถูกใช้ในเอเชีย แต่ในวิธีที่ต่างกัน

วิธีการของจีนค่อนข้างรุกล้ำความเป็นส่วนตัว การใช้รถไฟใต้ดินในบางเมือง ประชาชนต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เพื่อให้คะแนนว่าตนเองมีความเสี่ยงแค่ไหน ส่วนแอปพลิเคชันของเกาหลีนั้นจะบอกผู้ใช้งานอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ใดเคยมีผู้ป่วยเดินทางเข้าไป

ดร.เฮย์แมนน์กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ นักศึกษาจะถ่ายรูปว่าใครนั่งตรงไหน ก่อนที่จะเริ่มการสอน ซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อ ก็จะทราบว่าใครนั่งใกล้ผู้ติดเชื้อบ้าง ซึ่งเป็นวิธีที่ฉลาดมาก

ขอบคุณที่มา : sanook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *